Karen Education And Culture Restoration Group

ชาวกะเหรี่ยงเป็นมนุษยชาติพันธุ์หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมาเป็นเวลานานแล้ว กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในหลายประเทศติดต่อกัน และมีชื่อเรียกตามภาษาชาติพันธุ์แตกต่างออกไป ตามภาษาของแต่ละชนชาติ เช่น คนไทยเรียกกะเหรี่ยง คนพม่าเรียกกะหยิ่ง อังกฤษเรียกคาเรน คนจีนเรียกโจว คนไทยเหนือเรียกยาง การเรียกชื่อมนุษยชาติพันธุ์นี้ว่ากะเหรี่ยงเป็นคำเรียกของคนนอกชนชาติตนเอง แต่ในการเรียกชนเผ่าตัวเองนั้น แต่ละตระกูลชาติพันธุ์ก็เรียกตัวเองด้วยสำเนียงว่า กะโผล่ กะญอ ต่องสู่ และแบว เป็นชาติตระกูลเดียวกันคือกะเหรี่ยงที่คนรู้จักกันทั่วไป
สำหรับประเทศไทยรู้จักกะเหรี่ยงในนามชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขาของประเทศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นคนกลุ่ม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย มานานหลายร้อยปี

เรื่องเล่ากะเหรี่ยง/zLyHpAifgzksfC6f];f5jif/

น้ำฝน น้ำใจ

น้ำฝน น้ำใจ

ปีนี้ฝนมาล่าและน้อยกว่าทุกปี บริเวณนี้นับเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย เพราะเป็นป่าผืนใหญ่ติดต่อกัน จากทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง ไปถึงป่าอุ้มผางและป่าในเขตประเทศพม่า เป็นป่าเขตร้อนผืนสำคัญที่สุดผืนหนึ่งของโลก
     สมัยก่อนในฤดูฝนหมู่บ้านของเราค่อนข้างเงียบเหงา เพราะมีฝนตกตลอดวันตลอดคืน อากาศครึ้มมืดสลัวตลอดเวลา กินระยะเวลาป็นเดือนกว่าท้องฟ้าจะเปิดให้แสงแดดส่องลงมาถึงพื้นดินไม่นาน ท้องฟ้าก็ปิดด้วยเมฆดำทะมึน และสายฝนที่ร่วงหล่นอย่างไม่ขาดสาย
      คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อไม่ถึง 10 ปี มานี้ ฝนน้อยลง และตกไม่หนักมาก ตกเพียงไม่กี่วันก็หยุด แล้วค่อยตกใหม่อีกไม่กี่วัน ไม่ตกติดต่อกันเป็นเดือน ๆ ดังแต่ก่อน
      แม้ปีนี้ ฝนจะมาล่าและตกน้อยลง แต่ก็ยังมีน้ำฝนเพียงพอสำหรับการเกษตร พวกเราปลูกข้าวไร่ อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติและทำนา ซึ่งมีพื้นที่นาเพียงเล็กน้อย
      หม่องโอวหมี่ หรือครูหมี่ ครูสอนชาวเขาในหมู่บ้าน สังเกตเห็นน้ำฝนที่เริ่มลดน้อยลงด้วยความกังวลใจ เพราะข่าวจากทางวิทยุบอกถึงความแห้งแล้งทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ถึงต้นเดือนกรกฎาคมแล้ว ฝนยังไม่ตกเลย ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำโดยทั่วไป ขณะที่หมู่บ้านของเรา ฝนตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
      เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฝนตกโปรยปราย นุมเดินขึ้นเขามาเยี่ยมครูหมี่
      นุมเป็นคนกรุงเทพมหานครเคยขึ้นมาเที่ยวที่หมู่บ้านเมื่อปีที่แล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นมากันหลายคนแต่ครั้งนี้นุมมาเพียงคนเดียว
      ครูหมี่ต้อนรับด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มยินดี ขณะที่นุมมีท่าทีเงียบพูดน้อย เหม่อลอย คล้ายมีความในใจบางอย่าง
      เมื่อพูดคุยกัน ครูหมี่ยิ่งพบว่า นุมมีความกังวลในใจ พูดจาวกวน เป็นห่วงแต่ว่าชาวบ้านจะไม่ยอมให้อยู่ด้วย
      รุ่งเช้า นุมเอ่ยปากอยากดูนกพอดีลูกหว้าข้างบ้านสุก นุมจึงได้นั่งดูนกมากินลูกหว้าแต่เช้าจนสาย เมื่อฝนตก ครูหมี่ต้องเรียกนุมเข้ามาในบ้าน นุมนั่งดูดอกผักกาดที่ครูหว่านไว้ข้างบ้านโดยแทบไม่กระดุกกระดิก จน เที่ยงจึงกินข้าว
      ช่วงบ่าย ขณะครูหมี่พานุมเดินเล่นในหมู่บ้าน นุมหันมาหาครูหมี่และพูดช้า ๆ ว่า
      "ครูครับ ผมมีบางอย่างต้องบอกครู… ผมเป็นเอดส์"
      ครูหมี่นิ่ง ตั้งสติครูใหญ่ก่อนตอบ
      "ไม่เป็นไรหรอก ถ้าอยู่ที่นี่แล้วสบายใจ ก็อยู่ที่นี่ไปก่อน"
      ครูหมี่นึกย้อนกลับไปตอนกินข้าว ยังแปลกใจว่าทำไมนุมถึงเตรียมช้อนส้อมและจานมาเอง โดยไม่ยอมให้ภรรยาครูหมี่ล้างให้
      ครูหมี่สังเกตร่างกายของนุมก็เห็นปกติดี มีเพียงท่าทางการแสดงออกเท่านั้นที่ผิดไปจากคนปกติ เมื่อถาม
      อาการของโรค นุมบอกว่ามีเพียงรู้สึกเจ็บบริเวณด้านหลังของลำคอ คลำดูพบว่ามีการบวมอยู่ภายใน ไม่มีอาการผิดปกตินอกจากนี้
      นุมเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 3 ปี ก่อน มั่วสุมอยู่กับพรรคพวกที่ฉีดผงด้วยกัน ต่อมานุมย้ายไปทำงานที่อื่น พยายามตัดใจจนเลิกผงขาวได้ จนปีที่แล้วไม่สบายเข้าโรงพยาบาล พบว่าเป็นโรคเอดส์
      เพื่อนฝูงที่เคยคบหาต่างหลบหน้า ที่ทำงานก็รังเกียจให้ออก นุมต้องกลับมาอยู่บ้าน ไม่กล้าออกไปพบหน้าใคร เพราะทนต่อสายตาและกิริยาที่แสดงความรังเกียจไม่ได้ ภายในครอบครัวก็รังเกียจนุม ไม่มีใครเอาใจใส่และพูดคุยด้วย เห็นว่านุมเป็นภาระของครอบครัว แต่ยังไม่ถึงกับเอ่ยปากไล่ นุมอยู่บ้านอย่างอึดอัดและ รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
      "ไม่มีใครที่ไหนต้อนรับผมเลย แล้วชาวบ้านที่นี่จะให้ผมอยู่หรือครับ" นุมถาม
      "ได้สิ ชาวบ้านที่นี่มีน้ำใจและเป็นมิตรกับทุกคนอยู่แล้ว ไม่เหมือนคนในเมืองหรอก พักที่บ้านผมนี่แหละ" ครูหมี่ตอบ
      ครูหมี่ไม่ได้บอกเรื่องนุมเป็นเอดส์ให้ชาวบ้านรู้ แต่บอกให้ภรรยาตนทราบ เพื่อจะได้เข้าใจและช่วยดูแล เอาใจใส่นุม เพื่อให้นุมอยู่อย่างสบายใจมากที่สุด
      คืนหนึ่ง ขณะนั่งคุยกัน นุมเอ่ยปากเรื่องไม่มีเงินเลย ครูหมี่รับปากจะช่วย หากนุมต้องการเมื่อไรก็เอ่ยปากขอได้ นุมบอกว่าไว้ต้องการใช้จะบอก
      รุ่งเช้า ครูหมี่ลุกขึ้นหุงข้าวทำกับข้าวแต่เช้า เห็นมุ้งของนุมยังกางอยู่ จนทำอาหารเสร็จจึงเรียกนุม ไม่มีเสียงขานรับ เมื่อเปิดมุ้งดู ไม่พบร่างของนุม
      ครูหมี่สังเกตเห็นรอยเท้าของนุม เดินออกจากบ้านลงเขาไป ข้างนอก จึงขี่มอเตอร์ไซค์ตามออกไป ถึงปากทางแยกขึ้นเขา แวะถามแม่ค้าที่ร้านค้าปากทาง
      "เพิ่งเดินไปสักพักใหญ่นี่เอง" แม่ค้าบอกหลังจากทราบรูปพรรณและการแต่งกายของนุม
      "เพื่อนของครูคนนี้แปลกนะ" แม่ค้าพูดต่อ "ดูท่าทางจะไม่ปกติเมื่อกี้ก็แวะมาขอขนมกิน สี่ห้าวันก่อนที่ เดินขึ้นเขาไปก็มาขอข้าวกิน คนปกติไม่กล้าขอหรอก"
      ครูหมี่บอกขอบคุณ แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ตามหานุมจึงถึงตัวอำเภอ วนอยู่หลายรอบ ถามคนหลายคนก็ไม่มีใครพบนุม
      ตกเย็นครูหมี่กลับโดยไม่พบนุม ครูหมี่กังวลใจมากที่นุมหายไปด้วยสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ และไม่มีเงิน ติดตัวเลย
      ครูหมี่ไม่รู้ว่าโรคเอดส์เกิดจากเชื้ออะไร และมีอาการอย่างไรบ้าง เท่าที่ดูภายนอกก็เห็นนุมปกติดีทุกอย่าง จนไม่อยากเชื่อว่านุมเป็นโรคร้ายแรงที่ยังไม่มีทางรักษา เชื้อโรคเอดส์ทำอะไรนุมไม่มากนัก เพระายังดูสุขภาพดีแต่สังคมในเมืองที่ล้อมรอบนุมอยู่สิ ทำร้ายจิตใจนุมจนอ่อนแอย่ำแย่
      ครูหมี่กลับถึงบ้านอย่างเปียกโชก ปีนี้ฝนไม่มากเหมือนเมื่อก่อน จึงยังสามารถขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาได้ หากเป็นเมื่อก่อนต้องจอดฝากไว้ที่ร้านค้าตีนเขา แล้วเดินย่ำโคลนขึ้นมา
      ครูหมี่นึกถึงน้ำฝนที่น้อยลงทุกปี ซึ่งเป็นผลมาจากความแห้งแล้งของที่อื่น ส่งผลกระทบจนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าอย่างหมู่บ้านของเราต้องพลอยมีน้ำฝนน้อยลงไปด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ครูหมี่กลัวเหลือเกินว่าจะแห้งแล้งตามสังคมภายนอกนั้นคือ "น้ำใจ" ซึ่งปัจจุบันบ้านป่าอย่างหมู่บ้านเรามีอย่างเหลือเฟือ ต่อไปจะน้อยลงเหมือนน้ำฝนหรือไม่นะ คำตอบรออยู่แล้วในอนาคต

ที่มา : https://www.karencenter.com/showdet-know.php?type=a2&id=10
 

เอกสารเพิ่มเติม : ดาวน์โหลด (4 kb)

เขียนเมื่อ 25 สิงหาคม 2553 | อ่าน 1676
เขียนโดย เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ KARENTHAI.COM