Karen Education And Culture Restoration Group

ชาวกะเหรี่ยงเป็นมนุษยชาติพันธุ์หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิมาเป็นเวลานานแล้ว กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆในหลายประเทศติดต่อกัน และมีชื่อเรียกตามภาษาชาติพันธุ์แตกต่างออกไป ตามภาษาของแต่ละชนชาติ เช่น คนไทยเรียกกะเหรี่ยง คนพม่าเรียกกะหยิ่ง อังกฤษเรียกคาเรน คนจีนเรียกโจว คนไทยเหนือเรียกยาง การเรียกชื่อมนุษยชาติพันธุ์นี้ว่ากะเหรี่ยงเป็นคำเรียกของคนนอกชนชาติตนเอง แต่ในการเรียกชนเผ่าตัวเองนั้น แต่ละตระกูลชาติพันธุ์ก็เรียกตัวเองด้วยสำเนียงว่า กะโผล่ กะญอ ต่องสู่ และแบว เป็นชาติตระกูลเดียวกันคือกะเหรี่ยงที่คนรู้จักกันทั่วไป
สำหรับประเทศไทยรู้จักกะเหรี่ยงในนามชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขาของประเทศ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นคนกลุ่ม ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย มานานหลายร้อยปี

เรื่องเล่ากะเหรี่ยง/zLyHpAifgzksfC6f];f5jif/

เข้าป่าล่าสัตว์

 ชีวิตในป่าต้องหากินกับป่า
     หน้าแล้งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน จะทำการโค่นไม้และเผา เพื่อปลูกข้าวไร่ตามไหล่เขา พร้อมกับปลูกพืชผักแซม เช่น พริก มะเขือ แตงไทย ฟักทอง
     พืชผักส่วนมากได้มาจากการเก์บในป่าและตามริมห้วย โดยมีสลับผลัดเปลี่ยนให้เลือกเก็บไปตลอดปี
     อาหารประเภทโปรตีนได้มาจากเนื้อสัตว์ ซึ่งมีทั้งพวกกุ้ง ปู ปลา ที่ผู้หญิงและเด็กๆเป็นผู้หาตามห้วย และเนื้อสัตว์ป่า เช่น กระรอก ค่าง เก้ง หมูป่า ที่มีผู้ชายเป็นผู้หาตามริมไร่และในป่า
     มีการเลี้ยงสัตว์ไว้กินเนื้อบ้าง แต่น้อยมาก ได้แก่ ไก่และเป็ด เพราะคนเฒ่าคนแก่ไม่ค่อยเห็นด้วย ยิ่งในสมัยก่อนแล้ว จะไม่มีการเลี้ยงสัตว์ไว้กินเลย ด้วยเห็นกันว่า คนทีสามารถฆ่าสัตว์ที่ตนเลี้ยงให้อาหารทุกวันได้นั้น เป็นคนใจอำมหิตมาก และสัตว์ก็ไม่มีโอกาสหนี รวมทั้งเป็นการสะสมส่วนเกินอีกด้วย
     หากบ้านใดต้องการเนื้อสัตว์ ก็ต้องเข้าป่าหาเอาเอง สัตว์มีโอกาสหนีหากเห็นคนก่อน และไม่ล่าเกินความต้องการของตน เช่น หากได้เก้งแล้ว 1 ตัว ระหว่างเดินทางกลับบ้านพบหมูป่าอีก ก็จะไม่ยิง เพราะเป็นส่วนเกินจากที่ต้องการแล้ว เก้งที่ได้มานั้นจะแบ่งปันแก่ทุกหลังคาเรือนในหมู่บ้าน
     สัตว์เลี้ยงที่นิยมเลี้ยงกัน คือ สุนัข ไว้ช่วยในการล่าสัตว์
     แม้มีการเข้าป่าล่าสัตว์ป่า แต่ชาวบ้านก็ไม่ใช่คนโหดร้ายอำมหิต เพราะแม้แต่สุนัขก็ไม่มีการตี ในแต่ละครอบครัวไม่มีการทะเลาะกัน การพูดด้วยถ้อยคำรุนแรงหรือถกเถียงกันเพื่อเอาชนะให้ได้ ไม่เคยปรากฏมาแต่บรรพบุรุษ ทุกคนเติบโตมาได้โดยไม่เคยรู้รสของไม้เรียวและการดุด่า
     ชาวบ้านรักความสงบ หากมีกรณีพิพาทแม้เพียงเล็กน้อย จะทำให้คู่กรณีไม่สบายใจมาก และจะมีฝ่ายหนึ่งยอม โดยอพยพไปอยู่ที่แห่งใหม่ แต่กรณีพิพาทไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว เพราะทุกคนต่างประนีประนอม ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเสียสละ คนเฒ่าคนแก่พร่ำสอนลูกสอนหลานว่า "ยอมเขาไปเถอะ เป็นผู้ให้ดีกว่าเป็นผู้รับ"
     แม้จิตใจจะละเอียดอ่อนและอ่อนโยนเพียงใด แต่ส่วนมากก็ยังต้องเข้าป่าล่าสัตว์ไว้กินอยู่
     มีเพียงครอบครัวเดียวเท่านั้นที่สามารถเคร่งครัดไม่กินเนื้อสัตว์ เลย ซึ่งชาวบ้านต่างก็เคารพยกย่อง และมีหลายคนที่งดเนื้อสัตว์ในวันพระ
      "บือ" หนุ่มใหญ่วัย 30 กว่าปี จัดว่าเป็นผู้ที่เที่ยวป่าล่าสัตว์เก่งมากคนหนึ่งของหมู่บ้าน จากเขากลอยขึ้นป่าดงดิบจนทะลุออกทุ่งกว้าง บือเที่ยวทะลุปรุโปร่ง
      มีชายหนุ่มจากกรุงเทพฯ 5 คน ขับรถจี๊ปขึ้นมาที่หมู่บ้าน บางคนเคยมาเที่ยวที่หมู่บ้านนี้แล้ว
     ครั้งนี้พวกเขาอยากเที่ยวป่า โดยเฉพาะป่าลึกที่ยังอุดมด้วย เสือ ช้าง กระทิง วัวแดง ฯลฯ
     คนในหมู่บ้านไปด้วย 4-5 คน แม้ลุงจะพี้พรานเฒ่าของหมู่บ้านก็ไป
     บือเป็นคนนำหน้า ถือปืนแก็ปคู่ชีพ เดินไต่ภูเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าเขตป่าดงดิบ เดินตามรอยรถแร่เก่า มีทั้งขึ้นเขาและลงเขา
     ระหว่างทางเห็นรอยฝูงหมู่ป่ายังใหม่ๆสดๆ 2 ครั้ง แต่บือไม่สนใจ เพราะหวังกระทิงหรือวัวแดงในเบื้องหน้า
     พ้นจากดงดิบเป็นทุ่งกว้างและป่าเบญจพรรณ ทางรถหมด เป็นทางเดินแคบๆ บางช่วงต้นไม้ขึ้นรกจนมองไม่เห็นทาง แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับบือ เพราะคุ้นเคยกับป่าแถวนี้เป็นอย่างดี เคยยิงวัวแดงและกระทิงได้แถบนี้หลายตัวแล้ว
     พักใหญ่ บือโบกมือให้ทุกคนหยุดรอ เขาเห็นบางอย่างข้างหน้า
     บือค่อยๆย่องใกล้เข้าไป สิ่งที่เขาคาดไว้ก็เป็นจริงตามนั้น เพราะเบื้องหน้าห่างไปราว 100 เมตร เป็นกระทิงโทนตัวใหญ่สมบูรณ์
     กระทิงโทนเป็นกระทิงหนุ่มที่รักอิสระ จะหากินเพียงลำพังตัวเดียว ยกเว้นฤดูผสมพันธุ์จึงเข้าหาตัวเมียในฝูง
     บือเดินเลาะอ้อมไปทางใต้ลม เพื่อไม่ให้กระทิงได้กลิ่นตัวเขา เขาพยายามย่องเข้าให้ใกล้กระทิงมากที่สุด มีภาษิตคนเฒ่าคนแก่บอกว่า "สัตว์เล็กเป้าใหญ่ สัตว์ใหญ่เป้าเล็ก" หมายความว่า สัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กระรอก กระจง นั้นมีเป้าใหญ่ คือ ยิงโดนตรงไหนของร่างกายก็ตาย แต่สัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง กระทิง กลับมีเป้าเล็ก คือ จุดที่ยิงโดนแล้วตายมีไม่กี่จุด
     ปืนของบือเป็นปืนแก็ปทำเอง หากยิงไปแล้ว ต้องเสียเวลาใส่ลูกกระสุนและอัดดินปืนอีกนาน ดังนั้นจึงต้องยิงให้สัตว์หยุดในนัดเดียว
     กระทิงเดินหากินช้าๆ
     บือเข้าใกล้พอสมควรก็หยุดที่ต้นไม้ มือซ้ายจับปืนแนบต้นไม้เพื่อให้นิ่ง มือขวากำด้ามปืนพร้อมที่จะเหนี่ยวไก
     บือรอจนกระทิงหันข้างให้ เล็งปืนไปที่เหนือขาหน้าอันเป็นที่ตั้งของหัวใจ เมื่อกระทิงขยับจะเดินต่อ บือตัดสินใจเหนี่ยวไก
     เปรี้ยง
     เสียงปืนดังก้องป่า บือเห็นกระทิงชะงักเล็กน้อย แต่ไม่ล้ม
     กระทิงหันมาเห็นบือ พร้อมกับวิ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
     ชาวบ้านและชายหนุ่มจากกรุงเทพฯต่างวิ่งหนี เมื่อเห็นว่ากระทิงยังไม่ตาย
     บือพยายามวิ่งหนี แต่ชั่วพริบตากระทิงก็ถึงตัว บือถูกกระทิงชนจนล้ม กระทิงตามขวิดร่างของบือกลิ้งไปกลิ้งมา
     พักใหญ่เสียงต่างๆเงียบลง
     บือครางอืออือในลำคอ คนอื่นๆหลบหลังตอไม้ บ้างปีนไปหลบบนต้นไม้ที่ไกลออกไป
     "ช่วยด้วย ช่วยด้วย" บือพยายามตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง
     ทุกคนได้ยินเสียงบือเรียก แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัว เพราะกระทิงโทนเป็นสัตว์อันตรายมาก แม้แต่เสือโคร่งยังไม่กล้าเข้าใกล้ นี่เป็นกระทิงบาดเจ็บ ย่อมดุร้ายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
     บือยังตะโกนต่อไปขอให้ช่วย แต่ไม่มีการตอบสนองจากผู้ที่มาด้วย
     "กระทิงมันตายแล้ว ช่วยด้วย" บือตะโกนบอกอีก
     ยังไม่มีใครเชื่อ จนเวลาผ่านไป ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวของกระทิง ทั้งหมดจึงค่อยๆเข้าไปดู
     กระทิงล้มอยู่ข้างๆบือ ท่าทางตายแล้วจริงๆ บือถูกขวิดมีแผลทั่วตัว โดยเฉพาะที่ท้องมีแผลใหญ่มาก ลำไส้ทะลักออกมากองอยู่ภายนอก
     ลุงจะพี้ดูกระทิงแล้วพูดว่า "กระสุนเฉียดหัวใจนิดเดียว น่าจะล้มแต่แรก นี่ยังวิ่งได้อีกพักถึงตาย กระทิงตัวนี้ทนจริงๆ"
     ทุกคนช่วยกันทำแคร่หามบือกลับสู่หมู่บ้าน และขึ้นรถจี๊ปเข้าโรงพยาบาลในตัวจังหวัดอย่างรีบด่วน
     ชาวบ้านต่างคิดว่าบือต้องตายแน่นอน เพราะแผลที่โดนขวิดนั้นฉกรรจ์มาก เป็นกรรมที่ตามสนองชีวิตของบือ ที่เคยยิงกระทิงตายมาแล้วหลายตัว
     แต่บือไม่ตาย แม้แพทย์และพยาบาลยังอัศจรรย์ใจที่บือรอดชีวิตมาได้
     ไม่นานบือก็หายเป็นปกติ เหลือเพียงรอยแผลเป็นขนาดใหญ่
     บือเลิกเข้าป่าล่าสัตว์ ลุงจะพี้ก็เลิกเช่นกัน
     ขณะที่พรานรุ่นเก่ารามือเลิกเข้าป่าล่าสัตว์ วัยรุ่นรุ่นใหม่หลายคนเริ่มหัดล่าสัตว์
     บือขอร้องวัยรุ่นให้เลิกเข้าป่าล่าสัตว์ แต่ไม่มีใครสนใจ ทำให้บือนึกถึงสมัยก่อนที่คนเฒ่าคนแก่เคยเตือนบือให้เลิกเข้าป่าล่าสัตว์ ซึ่งตอนนั้นบือก็ไม่สนใจ
     เพียงคำพูดและเหตุผล บางครั้งไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ ต้องได้พบประสพการณ์ด้วยชีวิตตนเองจึงเข้าใจ
     ตราบที่ยังมีการกินเนื้อสัตว์อยู่ สัตว์ย่อมถูกล่าเป็นธรรมดา การเข้าป่าล่าสัตว์กับการเลี้ยงสัตว์ไว้ฆ่ากิน อย่างไหนบาปและอำมหิตมากกว่ากัน
     สำหรับในป่าตามความเห็นของชาวบ้านในหมู่บ้านแล้ว การเลี้ยงสัตว์ไว้ฆ่ากินนั้น บาปและอำมหิตกว่า
      บือและคนเฒ่าคนแก่ได้แต่หวังว่า คงมีสักวันหนึ่งที่ทุกคนมีประสพการณ์และความเข้าใจร่วมกัน ที่จะไม่มีการล่าและการฆ่าเกิดขึ้นอีกในหมู่บ้าน

ที่มา : https://www.karencenter.com/showdet-know.php?type=a2&id=5

เอกสารเพิ่มเติม : ดาวน์โหลด (4 kb)

เขียนเมื่อ 25 สิงหาคม 2553 | อ่าน 2983
เขียนโดย เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ KARENTHAI.COM